<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>News</title>
	<atom:link href="https://ladybkk.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://ladybkk.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Sun, 05 Jul 2026 02:04:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>
	<item>
		<title>แพทย์เตือนด่วน 4 เครื่องดื่ม เสี่ยงไตวาย</title>
		<link>https://ladybkk.com/archives/37703</link>
					<comments>https://ladybkk.com/archives/37703#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 02:04:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ladybkk.com/?p=37703</guid>

					<description><![CDATA[ไตเป็นอวัยวะที่เปราะบางมาก โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น หลายคนมักมองทุกอย่างด้วยความรู้สึกส่วนตัว และเมื่อตรวจพบโรคนี้ ก็พบว่าเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะน้ำ 4 ประเภทที่เขายังคงคิดว่า ดีต่อสุขภาพ 1. น้ำอัดลม น้ำหวาน แพทย์ระบุว่า เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล โดยเฉพาะน้ำอัดลมและน้ำผลไม้บรรจุขวด มีปริมาณน้ำตาลและสารให้ความหวานเทียมสูงมาก น้ำตาลรบกวนระบบเผาผลาญ เพิ่มภาระให้กับตับอ่อนและไต ในระยะยาว น้ำตาลอาจนำไปสู่โรคเบาหวานและโรคอ้วน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ไตเป็นอวัยวะที่เปราะบางมาก โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น หลายคนมักมองทุกอย่างด้วยความรู้สึกส่วนตัว และเมื่อตรวจพบโรคนี้ ก็พบว่าเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะน้ำ 4 ประเภทที่เขายังคงคิดว่า ดีต่อสุขภาพ</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. น้ำอัดลม น้ำหวาน แพทย์ระบุว่า เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล โดยเฉพาะน้ำอัดลมและน้ำผลไม้บรรจุขวด มีปริมาณน้ำตาลและสารให้ความหวานเทียมสูงมาก น้ำตาลรบกวนระบบเผาผลาญ เพิ่มภาระให้กับตับอ่อนและไต ในระยะยาว น้ำตาลอาจนำไปสู่โรคเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะไตวาย เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงนาน หลอดเลือดขนาดเล็กในไตจะถูกทำลาย ทำให้ไตค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการกรองสารพิษ</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/05/15-v3wgdy.png" alt=""/></figure>



<p class="wp-block-paragraph">2. กาแฟและชาเข้มข้น คาเฟอีนในกาแฟและชามีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ส่งเสริมการขับปัสสาวะ ซึ่งดูเหมือนดี แต่จริงๆ แล้วทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและความไม่สมดุลของอิเล็กโทรไลต์ หากรับประทานมากเกินไป ท่อไตจะถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายและความสามารถในการกรองเลือดลดลง โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาไต ควรจำกัดการดื่มกาแฟและชาเข้มข้นให้มากที่สุด และเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำบริสุทธิ์แทน</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/05/15-cfijb6.jpg" alt=""/></figure>



<p class="wp-block-paragraph">3. น้ำแร่ที่มีโซเดียมสูง น้ำแร่บางชนิดมีโซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม หรือซัลเฟตมากเกินไป การดื่มเป็นเวลานานจะทำให้ไตทำงานหนักในการกรอง โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะไตทำงานบกพร่องหรือความดันโลหิตสูง การดื่มน้ำประเภทนี้เป็นประจำอาจทำให้เกิดภาวะน้ำเกลือไม่สมดุล และทำให้โรคแย่ลง แพทย์แนะนำให้อ่านฉลากอย่างละเอียด เลือกน้ำแร่ที่มีแร่ธาตุต่ำ หรือที่ดีที่สุดคือดื่มน้ำบริสุทธิ์</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/05/15-ik1824.jpg" alt=""/></figure>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ladybkk.com/archives/37703/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แพทย์เตือน! ดื่มกาแฟใส่ของหวาน ทำลายหัวใจโดยไม่รู้ตัว</title>
		<link>https://ladybkk.com/archives/37702</link>
					<comments>https://ladybkk.com/archives/37702#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 02:04:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ladybkk.com/?p=37702</guid>

					<description><![CDATA[ดร. เจเรมี ลอนดอน ศัลยแพทย์หัวใจชาวอเมริกันผู้มีประสบการณ์กว่า 25 ปี ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ ได้รับคำถามเมื่อเร็วๆ นี้ว่า การดื่มกาแฟจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพหรือไม่ คำตอบของเขาชัดเจนว่า ใช่ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางประการ ซึ่งหมายถึง กาแฟดำเท่านั้น โดยไม่เติมน้ำตาล น้ำเชื่อมปรุงแต่งรส หรือนมสด เขายังเน้นย้ำอีกว่าเขาไม่ได้หมายถึงเครื่องดื่มกาแฟของหวานหรือมิลค์เชคที่ขายในร้านกาแฟ ซึ่งมักมีน้ำตาลและแคลอรี่ในปริมาณมาก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ดร. เจเรมี ลอนดอน ศัลยแพทย์หัวใจชาวอเมริกันผู้มีประสบการณ์กว่า 25 ปี ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ ได้รับคำถามเมื่อเร็วๆ นี้ว่า การดื่มกาแฟจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพหรือไม่ คำตอบของเขาชัดเจนว่า ใช่ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางประการ</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/05/11-cmylb6.jpg" alt=""/></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งหมายถึง กาแฟดำเท่านั้น โดยไม่เติมน้ำตาล น้ำเชื่อมปรุงแต่งรส หรือนมสด เขายังเน้นย้ำอีกว่าเขาไม่ได้หมายถึงเครื่องดื่มกาแฟของหวานหรือมิลค์เชคที่ขายในร้านกาแฟ ซึ่งมักมีน้ำตาลและแคลอรี่ในปริมาณมาก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวการร้ายที่ทำลายหัวใจไม่ใช่ ตัวกาแฟ แต่คือ สิ่งที่เติมลงไป กาแฟปรุงแต่งที่ใส่ไซรัป วิปครีม ซอสรสชาติต่างๆ และนมไขมันเต็มส่วน ล้วนเต็มไปด้วยน้ำตาล แคลอรี และกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของระบบหมุนเวียนโลหิต</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/05/11-mnuej7.jpg" alt=""/></figure>



<p class="wp-block-paragraph">กฎเหล็กที่ง่ายที่สุดคือ ยิ่งส่วนผสมน้อย ยิ่งดีต่อร่างกาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. เลือกกาแฟดำ: ไม่ใส่น้ำตาล ไซรัป หรือวิปครีม</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. ใช้ทางเลือกที่ดีกว่า: หากต้องการลดความเข้มข้น ให้เติมนมไขมันต่ำหรือนมจากพืชสูตรไม่ใส่น้ำตาลในปริมาณเล็กน้อย</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. เลี่ยงดื่มช่วงเย็น: เพื่อป้องกันอาการนอนไม่หลับ เพราะการนอนหลับที่มีคุณภาพคือปัจจัยสำคัญในการป้องกันโรคหัวใจ</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/05/11-dgx65t.jpg" alt=""/></figure>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ladybkk.com/archives/37702/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อย่ามองข้าม! 1 ผักราคาถูก มะเร็งและไขมันกลัว</title>
		<link>https://ladybkk.com/archives/37701</link>
					<comments>https://ladybkk.com/archives/37701#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 02:04:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ladybkk.com/?p=37701</guid>

					<description><![CDATA[จากเว็บต่างประเทศ ได้รายงานว่า กุ้ยช่าย (Allium odorum หรือ Allium tuberosum) อยู่ในตระกูลเดียวกับกระเทียมและหอมแดง มีประวัติการใช้เป็นทั้งอาหารและยาสมุนไพรมายาวนานหลายร้อยปี ในตำราแพทย์จีนโบรณอย่าง “คัมภีร์เน่ยจิง” ระบุว่า “ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนควรกินอาหารที่เสริมพลังหยาง” และกุ้ยช่ายก็จัดอยู่ในประเภทนี้ ขณะที่ “บัณฑิตสมุนไพรสิบประการ” กล่าวว่า “กุ้ยช่ายมีฤทธิ์อุ่น ดีต่อร่างกาย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">จากเว็บต่างประเทศ ได้รายงานว่า กุ้ยช่าย (Allium odorum หรือ Allium tuberosum) อยู่ในตระกูลเดียวกับกระเทียมและหอมแดง มีประวัติการใช้เป็นทั้งอาหารและยาสมุนไพรมายาวนานหลายร้อยปี ในตำราแพทย์จีนโบรณอย่าง “คัมภีร์เน่ยจิง” ระบุว่า “ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนควรกินอาหารที่เสริมพลังหยาง” และกุ้ยช่ายก็จัดอยู่ในประเภทนี้ ขณะที่ “บัณฑิตสมุนไพรสิบประการ” กล่าวว่า “กุ้ยช่ายมีฤทธิ์อุ่น ดีต่อร่างกาย ควรบริโภคเป็นประจำ” ส่วนคัมภีร์ยาพื้นบ้านเวียดนาม ก็ใช้กุ้ยช่ายในหลายตำรับ โดยเฉพาะในการบำรุงไต เสริมสมรรถภาพทางเพศ และรักษาอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่เพียงเท่านั้น แต่เว็บไซต์ Lybrate (อินเดีย) ยังรายงานยืนยันว่า กุ้ยช่ายอุดมด้วยสารเควอซิทิน (Quercetin) ซึ่งช่วยลดไขมันในเลือดได้จริง อีกทั้งยังลดการอุดตันในหลอดเลือด และควบคุมคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังมีสารอัลลิซิน (Allicin) ซึ่งช่วยลดความดันโลหิต และป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่น่าประทับใจมากกว่านั้นก็คือ จากข้อมูลของ Medical News Today สารออกฤทธิ์ในกุ้ยช่าย เช่น S-allyl mercapto cysteine, Quercetin, Flavonoid, Ajoene, Organosulfur ฯลฯ สามารถยับยั้งการกลายพันธุ์ของเซลล์, ชะลอการลุกลามของเซลล์มะเร็ง รวมทั้งลดความเสี่ยงมะเร็งตับ ไต กระเพาะอาหาร หลอดอาหาร เต้านม และอื่นๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตามรายงานจากหนังสือพิมพ์ Sức khỏe và Đời sống (สุขภาพและชีวิต) กุ้ยช่ายมีรสเผ็ดเล็กน้อย กลิ่นแรง และมีฤทธิ์ร้อน ช่วยบำรุงไต, เสริมพลังทางเพศ, กระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือด และบรรเทาอาการเสื่อมสมรรถภาพ เช่น หลั่งเร็ว, อสุจิน้อย, อ่อนตัว</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/05/22-vks43a.png" alt=""/></figure>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ladybkk.com/archives/37701/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แพทย์แนะ เครื่องดื่ม 2 ชนิด ลดเสี่ยงสมองเสื่อม ห่างไกลสโตรก</title>
		<link>https://ladybkk.com/archives/37700</link>
					<comments>https://ladybkk.com/archives/37700#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 02:04:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ladybkk.com/?p=37700</guid>

					<description><![CDATA[การดื่มกาแฟหรือชาเพียงอย่างเดียวจะมีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่เมื่อดื่มควบคู่กันจะเกิดสภาวะที่เรียกว่า การเสริมพลัง (Synergistic Effect) ที่ให้ผลลัพธ์น่าทึ่ง ดังนี้ &#8211; ดื่มควบคู่กัน: การดื่มกาแฟ 2-3 แก้ว ร่วมกับน้ำชา 2-3 แก้วต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้ 32% และลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">การดื่มกาแฟหรือชาเพียงอย่างเดียวจะมีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่เมื่อดื่มควบคู่กันจะเกิดสภาวะที่เรียกว่า การเสริมพลัง (Synergistic Effect) ที่ให้ผลลัพธ์น่าทึ่ง ดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; ดื่มควบคู่กัน: การดื่มกาแฟ 2-3 แก้ว ร่วมกับน้ำชา 2-3 แก้วต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้ 32% และลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้ 28%</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; ดื่มเฉพาะกาแฟ: ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้เพียงประมาณ 20%</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; ดื่มเฉพาะน้ำชา: ช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้เพียงประมาณ 18%</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/05/24-udoubb.jpg" alt=""/></figure>



<p class="wp-block-paragraph">1. กาแฟทำหน้าที่ ทำความสะอาดล้ำลึก: สารออกฤทธิ์ในกาแฟช่วยกระตุ้นการเผาผลาญและช่วยกำจัด โปรตีนอะไมลอยด์ (Amyloid Beta) ที่ตกค้างระหว่างเซลล์ประสาท ซึ่งเปรียบเสมือนขยะชีวภาพที่หากสะสมไว้นานจะทำให้เส้นประสาทอุดตันและนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. น้ำชาทำหน้าที่ ดูแลระบบไหลเวียน: สารต้านอนุมูลอิสระอย่าง คาเทชิน (Catechin) และโพลีฟีนอลในใบชา ช่วยซ่อมแซมเซลล์บุผนังหลอดเลือด ลดการอักเสบ และทำให้การไหลเวียนของเลือดในสมองคล่องตัวขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/05/24-jxfsvd.jpg" alt=""/></figure>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ladybkk.com/archives/37700/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้ไว้ก่อนสาย! หมอเจด เตือน 5 คู่ยา ที่ไม่ควรกินพร้อมกัน หลายคนยังทำอยู่</title>
		<link>https://ladybkk.com/archives/37699</link>
					<comments>https://ladybkk.com/archives/37699#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 02:04:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ladybkk.com/?p=37699</guid>

					<description><![CDATA[นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์เตือน5 คู่ยา ที่ไม่ควรกินพร้อมกัน อันตรายกว่าที่คิด โดยกล่าวว่า หลายคนคิดว่า ยาเป็นของปลอดภัย กินยังไงก็ได้ แต่ในความเป็นจริง ยาบางตัว ถ้ากินคู่กัน อาจทำให้ง่วง ความดันตก เลือดออก หรือยาบางตัวไม่ออกฤทธิ์เลย 1. [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์เตือน5 คู่ยา ที่ไม่ควรกินพร้อมกัน อันตรายกว่าที่คิด โดยกล่าวว่า หลายคนคิดว่า ยาเป็นของปลอดภัย กินยังไงก็ได้ แต่ในความเป็นจริง ยาบางตัว ถ้ากินคู่กัน อาจทำให้ง่วง ความดันตก เลือดออก หรือยาบางตัวไม่ออกฤทธิ์เลย</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/04/04-7tyyot.png" alt=""/></figure>



<p class="wp-block-paragraph">1. ยาแก้แพ้ &#8211; ยาแก้แพ้อีกตัว</p>



<p class="wp-block-paragraph">เช่น คนเป็นภูมิแพ้ กินยาประจำอยู่แล้ว แต่พอมีผื่น คัน น้ำมูก ก็ซื้อยาแก้แพ้มากินเพิ่ม ผลคือ ง่วงมาก เวียนหัว สมาธิลดลง ขับรถอันตราย บางคนง่วงจนเกือบหมดสติได้ ก่อนกินยาเพิ่ม ควรถามเภสัชหรือหมอก่อนเสมอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. ยาลดกรด &#8211; ยาฆ่าเชื้อบางชนิด</p>



<p class="wp-block-paragraph">เช่น ยาลดกรด + Ciprofloxacin / Doxycycline ยาลดกรดจะไปจับกับยา ทำให้ ยาฆ่าเชื้อดูดซึมไม่ได้ กินยาเหมือนไม่กิน → เชื้อไม่หาย ถ้าจำเป็นต้องกิน ให้กินห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. Viagra + ยาลดความดัน / ยาขยายหลอดเลือด</p>



<p class="wp-block-paragraph">อันนี้สำคัญมาก Viagra กินร่วมกับ</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; ยาความดัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; ยาขยายหลอดเลือด</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; ยาไนเตรต</p>



<p class="wp-block-paragraph">อาจทำให้ ความดันตก หน้ามืด เป็นลม หัวใจขาดเลือดได้ โดยเฉพาะ Viagra + Nitrate = ห้ามเด็ดขาด</p>



<p class="wp-block-paragraph">4. ยาแก้ปวด + ยาแก้ปวด</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลายคนปวดมาก กิน Brufen แล้วไม่หาย → กิน Cataflam ต่อ หรือกินหลายตัวพร้อมกัน แต่จริงๆ แล้วเป็น ยาแก้ปวดกลุ่มเดียวกัน ผลคือ กระเพาะอักเสบ เลือดออกในกระเพาะ ไตเสื่อม ยาแก้ปวด ไม่ควรกินซ้อนกันเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">5. ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs + Warfarin (ยาละลายลิ่มเลือด)</p>



<p class="wp-block-paragraph">อันนี้อันตรายแบบไม่รู้ตัว เช่น กินยาแก้ปวดทั่วไป (Ibuprofen, Diclofenac) ร่วมกับ Warfarin เพิ่มความเสี่ยงเลือดออกง่าย เลือดออกในกระเพาะ อาจรุนแรงถึงเลือดออกในสมองได้ บางคนแค่ปวดเมื่อย ซื้อยากินเอง แต่ไม่รู้ว่ากำลังกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ladybkk.com/archives/37699/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครื่องดื่ม 1 ชนิด ช่วยลดเสี่ยง อัลไซเมอร์-โรคหัวใจ</title>
		<link>https://ladybkk.com/archives/37698</link>
					<comments>https://ladybkk.com/archives/37698#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 02:04:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ladybkk.com/?p=37698</guid>

					<description><![CDATA[งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า ทั้งชาและกาแฟสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้ อย่างไรก็ตาม หลักฐานล่าสุดบางชิ้นแสดงให้เห็นว่า ชา โดยเฉพาะ ชาเขียว มีความโดดเด่นกว่าในการสนับสนุนระบบหัวใจและหลอดเลือด อ้างอิงผลสรุปการวิจัยในปี 2022 พบว่า การดื่มชาเขียวเป็นประจำสามารถลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ เช่น ความดันโลหิตและไขมันในเลือด สารโพลีฟีนอลในชา ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและโฆษกสมาคมโภชนาการแห่งอังกฤษเห็นว่าทั้งชาและกาแฟเมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม สามารถสนับสนุนสุขภาพหัวใจได้ แต่โพลีฟีนอลในชาอาจจะเหนือกว่าเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ยังขึ้นอยู่กับปริมาณที่คุณดื่มและวิธีการใช้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า ทั้งชาและกาแฟสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้ อย่างไรก็ตาม หลักฐานล่าสุดบางชิ้นแสดงให้เห็นว่า ชา โดยเฉพาะ ชาเขียว มีความโดดเด่นกว่าในการสนับสนุนระบบหัวใจและหลอดเลือด อ้างอิงผลสรุปการวิจัยในปี 2022 พบว่า การดื่มชาเขียวเป็นประจำสามารถลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ เช่น ความดันโลหิตและไขมันในเลือด สารโพลีฟีนอลในชา</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/03/17-eruvhm.jpg" alt=""/></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและโฆษกสมาคมโภชนาการแห่งอังกฤษเห็นว่าทั้งชาและกาแฟเมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม สามารถสนับสนุนสุขภาพหัวใจได้ แต่โพลีฟีนอลในชาอาจจะเหนือกว่าเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ยังขึ้นอยู่กับปริมาณที่คุณดื่มและวิธีการใช้</p>



<p class="wp-block-paragraph">งานวิจัย พบว่าการดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีน 2-3 แก้วต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้ 15-20% ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกันนี้ยังพบในกลุ่มคนที่ดื่มชา 1-2 แก้วต่อวันเช่นกัน ผู้ที่ดื่มกาแฟไม่ใส่น้ำตาลเป็นประจำมีความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ลดลง 34%, โรคพาร์กินสันลดลง 37% และความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคระบบประสาทเสื่อมลดลงถึง 47%</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/03/17-gubmgd.jpg" alt=""/></figure>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ladybkk.com/archives/37698/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เตือนแรงถึงวัย 60 ปีขึ้นไป หมอ ชี้ 7 กับดักผลไม้ยอดนิยม น้ำตาลสูง-เสี่ยงขาอ่อนแรง</title>
		<link>https://ladybkk.com/archives/37697</link>
					<comments>https://ladybkk.com/archives/37697#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 02:04:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ladybkk.com/?p=37697</guid>

					<description><![CDATA[เรียกได้ว่า ผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไปต้องใส่ใจเรื่องการกินผลไม้ให้มากขึ้น หลัง นพ.หวังจวิ้นผิง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจากไต้หวัน ออกมาเตือนว่า การเลือกผลไม้ผิดชนิด กินผิดเวลา หรือรับประทานมากเกินไป อาจทำให้ระดับน้ำตาลในโลหิตพุ่งสูง เกิดการอักเสบเรื้อรัง และส่งผลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาได้ โดย หมอ อธิบายว่า เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะควบคุมระดับน้ำตาลได้ยากกว่าเดิม หากน้ำตาลในโลหิตสูงบ่อยครั้ง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">เรียกได้ว่า ผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไปต้องใส่ใจเรื่องการกินผลไม้ให้มากขึ้น หลัง นพ.หวังจวิ้นผิง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจากไต้หวัน ออกมาเตือนว่า การเลือกผลไม้ผิดชนิด กินผิดเวลา หรือรับประทานมากเกินไป อาจทำให้ระดับน้ำตาลในโลหิตพุ่งสูง เกิดการอักเสบเรื้อรัง และส่งผลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาได้</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/06/19-wobxrd.jpg" alt=""/></figure>



<p class="wp-block-paragraph">โดย หมอ อธิบายว่า เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะควบคุมระดับน้ำตาลได้ยากกว่าเดิม หากน้ำตาลในโลหิตสูงบ่อยครั้ง จะรบกวนการซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ทำให้มวลกล้ามเนื้อลดลง เดินไม่มั่นคง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/06/19-mowqsq.jpg" alt=""/></figure>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับ 7 กับดักผลไม้ ที่ควรระวัง ได้แก่ กล้วยสุกจัด องุ่น มะม่วงสุก สับปะรดกระป๋อง ผลไม้อบแห้ง เชอร์รี่เชื่อม และ น้ำผลไม้ เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูง หรือ ผ่านการแปรรูปจนทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินความจำเป็น</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/06/19-s6l5sg.jpg" alt=""/></figure>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม หมอ ย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องงดผลไม้ทั้งหมด แต่ควรเลือกกินผลไม้สดในปริมาณที่เหมาะสม และรับประทานคู่กับโปรตีน หรือ ไขมันดี เช่น ไข่ต้ม โยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือถั่ว เพื่อช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสโลหิต</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/06/19-4olz5y.jpg" alt=""/></figure>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ผู้สูงอายุ ทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาด้วยการลุก-นั่งจากเก้าอี้ต่อเนื่อง 10 ครั้ง หากเริ่มรู้สึกล้า หรือทรงตัวลำบากตั้งแต่ช่วงกลางของการทดสอบ อาจเป็นสัญญาณว่า กล้ามเนื้อขาเริ่มอ่อนแรง และควรหันมาใส่ใจการออกกำลังกายควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการกินมากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://svp.news.in.th/uploads/content_detail/2026/06/19-ezfxeg.jpg" alt=""/></figure>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ladybkk.com/archives/37697/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลายคนกำลังเป็นอยู่! 8 สัญญาณ มีพยาธิในท้อง อันตรายกว่าที่คิดเยอะ เสี่ยงโรค</title>
		<link>https://ladybkk.com/archives/37696</link>
					<comments>https://ladybkk.com/archives/37696#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 02:04:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ladybkk.com/?p=37696</guid>

					<description><![CDATA[เรียกได้ว่า คงมีหลายๆคนที่กินบ่อย และกินจุ กินเท่าไรก็ไม่อื่ม และกินเท่าไรน้ำหนักก็ไม่ขึ้น แต่ ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างแบบไหน ก็เสี่ยงที่จะมีพยาธิในท้องด้วยกันทั้งนั้น เพราะพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่สะอาด อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ มักเสี่ยงมีพยาธิติดมาด้วยเสมอ หากใครกำลังมีอาการเหล่านี้ ลองเช็คตัวเองอยู่ด๔ว่าคุณกำลังเป็นแบบนี้หรือเปล่า สัญญาณอันตรายจากอาการของคนที่พยาธิอยู่ในท้อง 1.ปวดท้องอยู่บ่อยๆ ท้องเสียเป็นประจำ โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด 2.นอนไม่หลับ กระสับกระส่ายไปมา 3.กินจุ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">เรียกได้ว่า คงมีหลายๆคนที่กินบ่อย และกินจุ กินเท่าไรก็ไม่อื่ม และกินเท่าไรน้ำหนักก็ไม่ขึ้น แต่ ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างแบบไหน ก็เสี่ยงที่จะมีพยาธิในท้องด้วยกันทั้งนั้น เพราะพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่สะอาด อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ มักเสี่ยงมีพยาธิติดมาด้วยเสมอ หากใครกำลังมีอาการเหล่านี้ ลองเช็คตัวเองอยู่ด๔ว่าคุณกำลังเป็นแบบนี้หรือเปล่า</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สัญญาณอันตรายจากอาการของคนที่พยาธิอยู่ในท้อง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">1.ปวดท้องอยู่บ่อยๆ ท้องเสียเป็นประจำ โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด</p>



<p class="wp-block-paragraph">2.นอนไม่หลับ กระสับกระส่ายไปมา</p>



<p class="wp-block-paragraph">3.กินจุ แต่ไม่อ้วน (แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระบบเผาผลาญในร่างกายของแต่ละคนด้วย สังเกตง่ายๆ คือ เป็นคนรูปร่างผอมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ได้เพิ่งมาผอม)</p>



<p class="wp-block-paragraph">4.มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ร่วมกับอาการเบื่ออาหาร และคลื่นไส้</p>



<p class="wp-block-paragraph">5.สังเกตอุจจาระ อาจเคยถ่ายเอาปล้องพยาธิที่พยาธิสลัดออกติดมาด้วย โดยปล้องพยาธิจะเต็มไปด้วยไข่พยาธิ ที่พยาธิสลัดออกมาเพื่อแพร่พันธุ์ต่อไป</p>



<p class="wp-block-paragraph">6.มีอาการคันยุบยิบที่รูทวารหนัก เป็นเพราะพยาธิชอนไชบริเวณนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">7.อาจมีภาวะตัวซีด หรือโลหิตจางได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">8.หากเป็นพยาธิตืดหมูขึ้นสมอง อาจมีอาการชัก ร่วมกับอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประวัติมีอาการชักมาก่อน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วิธีกำจัดพยาธิในร่างกายอย่างถูกวิธี</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">จริงๆ แล้ว พยาธิแต่ละชนิด ก็แสดงอาการให้เราเห็นแตกต่างกัน รวมถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเรา และวิธีการกำจัดพยาธิแต่ละชนิดก็ต่างกันด้วย ดังนั้นหากสงสัยว่าตัวเองอาจมีพยาธิ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจ และวินิจฉัยโดยละเอียด ดีกว่าการซื้อยาถ่ายพยาธิมาทานเอง เพราะนอกจากเราจะไม่ทราบแน่ชัดว่าเรามีพยาธิอยู่ในร่างกายหรือไม่แล้ว ยังอาจเป็นการทานยาถ่ายพยาธิผิดชนิดอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วิธีป้องกันพยาธิ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เพียงแค่เลือกทานอาหารที่สะอาด ได้มาตรฐาน ล้างเนื้อสัตว์ ล้างผักสดให้สะอาด ปรุงให้สุกก่อนทานทุกครั้ง รวมไปถึงเลือกดื่มน้ำที่สะอาด และอุจจาระลงในโถส้วมเท่านั้น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของพยาธิ เท่านี้ก็ช่วยให้คุณไม่มีพยาธิมาขอฝากชีวิตด้วยแล้วล่ะค่ะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">พยาธิในท้อง (ลำไส้) ก่ออันตรายร้ายแรงได้ตั้งแต่ ภาวะขาดสารอาหารเรื้อรัง ซีด อ่อนเพลีย ปวดท้อง ท้องเสีย/ท้องผูก อุดตันในลำไส้ จนถึงการแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น ตับอ่อนอักเสบ หรือพยาธิไชขึ้นสมอง/อวัยวะสำคัญ ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติเรื้อรัง เช่น หิวบ่อยแต่น้ำหนักลด หรืออุจจาระผิดปกติ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อันตรายและภาวะแทรกซ้อนจากพยาธิในท้อง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">1.ภาวะขาดสารอาหารและโลหิตจาง: พยาธิแย่งสารอาหาร โดยเฉพาะพยาธิปากขอที่เกาะดูดเลือดในลำไส้ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ตัวซีด ตัวเล็กกว่าวัยในเด็ก</p>



<p class="wp-block-paragraph">2.อุดตันในระบบทางเดินอาหาร: พยาธิไส้กลมจำนวนมากอาจจับตัวกันเป็นก้อนอุดตันลำไส้ ทำให้ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน และอาจต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน</p>



<p class="wp-block-paragraph">3.อักเสบในช่องท้อง: พยาธิอาจชอนไชเข้าท่อน้ำดี หรือทำลายเนื้อเยื่อลำไส้ ส่งผลให้เกิดภาวะตับอ่อนอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ หรือไส้ติ่งอักเสบ</p>



<p class="wp-block-paragraph">4.พยาธิเคลื่อนย้ายที่: กรณีร้ายแรง โดยเฉพาะ พยาธิตัวตืดหมู (Cysticercosis) ตัวอ่อนสามารถไชทะลุลำไส้เข้ากระแสเลือดไปฝังตัวตามอวัยวะต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อ หรือสมอง ทำให้เกิดอาการชัก ปวดศีรษะรุนแรง และตาบอดได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">5.การอักเสบของลำไส้ใหญ่: พยาธิแส้ม้าอาจทำให้ลำไส้ใหญ่เป็นแผล เกิดอาการปวดท้องรุนแรง ท้องเสียเป็นมูกเลือด และอาจทำให้อุจจาระเร็ด (ลำไส้ส่วนปลายโผล่ออกทางทวารหนัก</p>



<h3 class="wp-block-heading">ABOUT THE AUTHOR</h3>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ladybkk.com/archives/37696/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิด 5 ของกิน ที่ไม่มีวันหมดอายุ กี่ปีก็ยังกินได้ ถ้าเก็บถูกวิธี หลายคนไม่รู้มาก่อน</title>
		<link>https://ladybkk.com/archives/37695</link>
					<comments>https://ladybkk.com/archives/37695#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 02:04:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ladybkk.com/?p=37695</guid>

					<description><![CDATA[เรียกได้ว่า หลายคนคงกังวลใจเรื่องอาหารหรือของกินที่จะหมดอายุ และหลายคนก็อยากรู้ว่ามีของกินประเภทไหนไหมที่ไม่สามารถหมดอายุได้ วันนี้เราจะพาไปดู 5 อาหารที่ไม่มีวันหมดอายุ เก็บไว้นานกี่ปีก็ยังกินได้ 1. น้ำผึ้งแท้ ข้อมูลจากสถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution) ระบุว่า น้ำผึ้ง เป็นอาหารที่ไม่มีวันหมดอายุ เนื่องจากมีปริมาณน้ำต่ำและมีความเป็นกรดสูง ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่แบคทีเรียไม่สามารถอยู่รอดได้ นักโบราณคดีเคยค้นพบโถใส่น้ำผึ้งในสุสานอียิปต์โบราณที่มีอายุหลายพันปี และพบว่ายังคงสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย 2. [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">เรียกได้ว่า หลายคนคงกังวลใจเรื่องอาหารหรือของกินที่จะหมดอายุ และหลายคนก็อยากรู้ว่ามีของกินประเภทไหนไหมที่ไม่สามารถหมดอายุได้ วันนี้เราจะพาไปดู 5 อาหารที่ไม่มีวันหมดอายุ เก็บไว้นานกี่ปีก็ยังกินได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. น้ำผึ้งแท้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลจากสถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution) ระบุว่า น้ำผึ้ง เป็นอาหารที่ไม่มีวันหมดอายุ เนื่องจากมีปริมาณน้ำต่ำและมีความเป็นกรดสูง ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่แบคทีเรียไม่สามารถอยู่รอดได้ นักโบราณคดีเคยค้นพบโถใส่น้ำผึ้งในสุสานอียิปต์โบราณที่มีอายุหลายพันปี และพบว่ายังคงสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. เกลือ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เกลือ คือแร่ธาตุตามธรรมชาติที่ถูกนำมาใช้ถนอมอาหารมานานนับศตวรรษ เนื่องจากเกลือมีคุณสมบัติในการดูดความชื้นออกจากอาหาร ทำให้เชื้อราและแบคทีเรียไม่สามารถเติบโตได้ หากเก็บเกลือไว้ในที่แห้งและปราศจากความชื้น เกลือจะสามารถคงสภาพเดิมและใช้งานได้ตลอดไปโดยไม่เสื่อมคุณภาพ</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. น้ำตาล</p>



<p class="wp-block-paragraph">เช่นเดียวกับเกลือ น้ำตาล มีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลไอซิ่ง หากเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทเพื่อป้องกันความชื้นและแมลง น้ำตาลจะไม่มีวันหมดอายุหรือเน่าเสีย แต่อาจมีการจับตัวเป็นก้อนแข็งบ้าง ซึ่งไม่ส่งผลต่อคุณภาพและรสชาติแต่อย่างใด</p>



<p class="wp-block-paragraph">4. ข้าวขาว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลจากหน่วยงานส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยรัฐยูทาห์ (Utah State University Extension) และผลการทดสอบจากมหาวิทยาลัยบริกแฮมยัง (BYU) ระบุว่า ข้าวขาว เช่น ข้าวหอมมะลิ หรือข้าวบาสมาติ สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 25–30 ปี โดยที่ยังคงคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติไว้ได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการเก็บรักษาที่ถูกต้องอย่างเข้มงวด วิธีการเก็บรักษาที่ช่วยยืดอายุข้าวขาวได้นานระดับนี้ คือการปิดผนึกแบบไร้ออกซิเจน เช่น การใส่ซองดูดซับออกซิเจน (Oxygen absorbers) ลงในถุงไมลาร์ (Mylar bags) หรือกระป๋องโลหะที่ปิดสนิท และต้องเก็บในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ หากเป็นการเก็บในสภาพแวดล้อมปกติ มีอากาศเข้าถึง หรือเปิดถุงแล้ว อายุของข้าวขาวจะสั้นลงมาก โดยอาจเหลือเพียง 1–5 ปี และเสี่ยงต่อการเกิดมอดหรือกลิ่นเหม็นหืน ในขณะเดียวกัน ข้าวกล้องจะมีอายุการเก็บรักษาที่สั้นกว่าข้าวขาวมาก เนื่องจากมีน้ำมันในรำข้าวตาม ธรรมชาติที่ทำให้เหม็นหืนได้ง่าย</p>



<p class="wp-block-paragraph">5. น้ำส้มสายชูกลั่นขาว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้วยระดับความเป็นกรดที่สูงมาก น้ำส้มสายชูกลั่นขาว จึงสามารถเก็บรักษาตัวเองได้โดยไม่ต้องแช่เย็น ข้อมูลจากสถาบันน้ำส้มสายชูแห่งสหรัฐอเมริกา (The Vinegar Institute) ยืนยันว่า น้ำส้มสายชูชนิดนี้มีอายุการเก็บรักษาแบบไม่มีที่สิ้นสุด และสามารถนำมาใช้ปรุงอาหารหรือทำความสะอาดบ้านได้อย่างปลอดภัยเสมอ การรู้วิธีเก็บรักษาวัตถุดิบเหล่านี้อย่างถูกต้อง ทั้งการปิดฝาภาชนะให้สนิทและเก็บในที่แห้งพ้นจากแสงแดด จะช่วยให้คุณมีอาหารที่สดใหม่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ถือเป็นการช่วยลดขยะอาหารและประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ladybkk.com/archives/37695/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักวิจัยคอนเฟิร์ม! เครื่องดื่ม 1 ชนิด ช่วยกันสโตรก-ลดเสี่ยงอัมพาตได้ 40% เผยกินยังไงให้ได้ยา</title>
		<link>https://ladybkk.com/archives/37694</link>
					<comments>https://ladybkk.com/archives/37694#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 02:04:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ladybkk.com/?p=37694</guid>

					<description><![CDATA[หลายคนไม่รู้จัก โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือที่เรียกกันติดปากว่าสโตรก ถือเป็นมัจจุราชเงียบที่คร่าชีวิตและทำให้เกิดความพิการเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ข้อมูลจากการประชุมวิชาการนานาชาติที่ดานัง ปี 2026 ระบุว่า แม้แต่ในเวียดนามเองก็มีผู้ป่วยใหม่ถึง 200,000 รายต่อปี และที่น่ากังวลคือ &#8220;คนอายุน้อย&#8221; เริ่มเป็นโรคนี้กันมากขึ้น จากพฤติกรรมเนือยนิ่ง กินหวาน และความเครียด วารสาร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">หลายคนไม่รู้จัก โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือที่เรียกกันติดปากว่าสโตรก ถือเป็นมัจจุราชเงียบที่คร่าชีวิตและทำให้เกิดความพิการเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ข้อมูลจากการประชุมวิชาการนานาชาติที่ดานัง ปี 2026 ระบุว่า แม้แต่ในเวียดนามเองก็มีผู้ป่วยใหม่ถึง 200,000 รายต่อปี และที่น่ากังวลคือ &#8220;คนอายุน้อย&#8221; เริ่มเป็นโรคนี้กันมากขึ้น จากพฤติกรรมเนือยนิ่ง กินหวาน และความเครียด</p>



<p class="wp-block-paragraph">วารสาร Stroke ของ สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า 83,000 คน นานถึง 13 ปี ผลปรากฏว่า:</p>



<p class="wp-block-paragraph">ฃ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยจาก Journal of Clinical Endocrinology &amp; Metabolism ที่วิเคราะห์ข้อมูลจาก BioBank ของอังกฤษกว่า 3.6 แสนคน พบว่าคนที่ได้รับคาเฟอีน 200–300 มก. ต่อวัน (จากกาแฟหรือชา) มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดหลายชนิดพร้อมกัน ลดลงถึง 40%</p>



<p class="wp-block-paragraph">เหตุผลหลักคือ สารต้านอนุมูลอิสระ ในกาแฟ ช่วยลดการอักเสบ ปรับปรุงการไหลเวียนของเลือด และช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง ซึ่งเป็นเกราะป้องกันชั้นดีของสมอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดื่มกาแฟอย่างไรให้เป็น &#8220;ยา&#8221; (ไม่ใช่ยาพิษ) 4 กฎเหล็กจากการศึกษาที่แนะนำให้ทำตาม:</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. เวลาทองคือ 09.30 &#8211; 11.30 น. ช่วงเช้าตรู่ร่างกายจะมีฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) สูงอยู่แล้วเพื่อให้เราตื่นตัว การอัดกาแฟเข้าไปตอนนั้นอาจทำให้ดื้อคาเฟอีนได้ง่าย ช่วงสายๆ ที่ระดับฮอร์โมนเริ่มลดลง จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเติมคาเฟอีน</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. &#8220;กาแฟดำ&#8221; คือที่สุด ศัตรูตัวจริงของสุขภาพไม่ใช่กาแฟ แต่คือ &#8220;นมข้นหวาน น้ำตาล และครีมเทียม&#8221; หากอยากได้ประโยชน์เต็มๆ ควรฝึกดื่ม อเมริกาโน่ หรือกาแฟดำ หากทำใจไม่ได้จริงๆ ให้ใช้นมถั่วเหลืองหรือนมอัลมอนด์สูตรไม่หวานแทน</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. ร้อนดีกว่าเย็น กาแฟร้อนที่ชงสดใหม่มักคงสารต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่า และส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีการเติมน้ำเชื่อมเยอะเท่าเมนูกาแฟเย็นปั่นที่อุดมไปด้วยแคลอรีแฝง</p>



<p class="wp-block-paragraph">4. อย่าเกิน 4 แก้ว องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) แนะนำว่าผู้ใหญ่ไม่ควรรับคาเฟอีนเกิน 400 มก. ต่อวัน (ประมาณ 4-5 แก้ว) หากมากเกินไปอาจทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ และความดันขึ้นได้</p>



<h3 class="wp-block-heading">ABOUT THE AUTHOR</h3>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ladybkk.com/archives/37694/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
