เห็บเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มักอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ หญ้า หรือบนตัวสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว เมื่อเห็บเกาะบนร่างกายของมนุษย์ มักเลือกบริเวณที่มีผิวหนังบางและมีเส้นเลือดฝาด เช่น หนังศีรษะ หลังหู ซอกคอ หรือข้อพับ การถูกเห็บกัดนอกจากจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและคันแล้ว เห็บยังอาจเป็นพาหะนำเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้

เมื่อเห็บเริ่มดูดเลือด ลำตัวของมันจะขยายใหญ่ขึ้นจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน หลายคนอาจตกใจเมื่อพบเห็บเกาะอยู่บนหนังศีรษะของเด็ก อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติและใช้วิธีการนำเห็บออกอย่างปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงของการส่งผ่านเชื้อโรคหรือการเกิดแผลอักเสบในบริเวณดังกล่าว
ขั้นตอนการนำเห็บออกจากผิวหนังอย่างปลอดภัย
การนำเห็บออกจากผิวหนังอย่างถูกวิธีช่วยลดความเสี่ยงที่ส่วนปากของเห็บจะหักฝังอยู่ในผิวหนัง ซึ่งอาจนำไปสู่การระคายเคืองอย่างต่อเนื่องหรือการติดเชื้อแทรกซ้อนได้
ใช้แหนบปลายแหลม: เลือกใช้แหนบที่มีปลายแหลมเล็กเพื่อให้จับส่วนหัวของเห็บได้ใกล้กับผิวหนังมากที่สุด
คีบใกล้ผิวหนัง: วางแหนบให้ชิดกับผิวหนังมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยคีบบริเวณส่วนหัวหรือปากของเห็บ ไม่ควรคีบที่ลำตัวเพราะอาจทำให้ลำตัวของเห็บแตกออก
ดึงขึ้นตรงๆ: ดึงแหนบขึ้นด้านบนด้วยแรงที่สม่ำเสมอและนุ่มนวล ห้ามบิด หมุน หรือกระชาก เพราะอาจทำให้ส่วนปากของเห็บขาดและติดค้างอยู่ใต้ผิวหนัง
ทำความสะอาดแผล: หลังจากนำเห็บออกเรียบร้อยแล้ว ให้ล้างบริเวณที่ถูกกัดด้วยน้ำสะอาดและสบู่ จากนั้นเช็ดด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ
กำจัดเห็บ: นำเห็บใส่ในภาชนะที่ปิดมิดชิด หรือแช่ในแอลกอฮอล์เพื่อทำลาย ไม่ควรใช้นิ้วบดขยี้เห็บโดยตรง
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อพบเห็บเกาะบนร่างกาย
ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการนำเห็บออกอาจส่งผลให้สถานการณ์แย่ลง จึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่อไปนี้:
ห้ามใช้ความร้อน: ไม่ควรใช้บุหรี่ จุดไม้ขีด หรือนำวัตถุร้อนมาจี้ที่ตัวเห็บ เพราะอาจทำให้เห็บสำรอกของเหลวกลับเข้าสู่แผล
ห้ามใช้สารเคมีราดตัวเห็บ: การใช้น้ำมัน สเปรย์ หรือยาทาเล็บราดบนตัวเห็บขณะที่ยังเกาะอยู่บนผิวหนัง อาจกระตุ้นให้เห็บปล่อยสารระคายเคืองเข้าสู่แผลมากขึ้น
ห้ามใช้นิ้วบีบดึง: การใช้นิ้วมือเปล่าบีบลำตัวเห็บอาจทำให้แรงดันส่งของเหลวภายในตัวเห็บเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล
การดูแลและการสังเกตอาการหลังถูกเห็บกัด
หลังจากนำเห็บออกแล้ว การเฝ้าระวังอาการของเด็กในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ถัดมามีความสำคัญอย่างยิ่ง
สังเกตผื่นบริเวณแผล: ดูว่ามีรอยแดงขยายกว้างขึ้น หรือมีผื่นวงกลมลักษณะคล้ายเป้ายิงเกิดขึ้นหรือไม่
ตรวจสอบอาการทั่วไป: สังเกตว่าเด็กมีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามร่างกายหรือไม่
สังเกตภาวะอักเสบ: หากบริเวณที่ถูกกัดมีอาการปวด บวม แดง ร้อน หรือมีหนองไหล ควรรีบพาน้องไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการดูแลที่เหมาะสม
แนวทางการป้องกันเห็บสำหรับครอบครัว
การป้องกันไม่ให้เห็บเข้าสู่บ้านหรือมาเกาะบนร่างกายเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพของทุกคนในครอบครัว
ดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ: ตรวจเช็กร่างกายของสุนัขและแมวเป็นประจำ ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันเห็บตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
จัดการสภาพแวดล้อมรอบบ้าน: ตัดแต่งกิ่งไม้และหญ้าในสวนให้สั้น ไม่ปล่อยให้เป็นพุ่มรึมรัวซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเห็บ
แต่งกายให้มิดชิดเมื่อออกนอกบ้าน: เมื่อเด็กๆ ต้องไปทำกิจกรรมกลางแจ้งในบริเวณที่มีพุ่มไม้หรือหญ้าสูง ควรสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และหมวก
ทำความสะอาดร่างกายหลังกิจกรรม: หลังจากกลับเข้าบ้าน ควรให้เด็กอาบน้ำ สระผม และสลัดเสื้อผ้าเพื่อตรวจดูว่ามีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กติดมาด้วยหรือไม่
